_

บ่อยครั้ง เมื่อผมขึ้นรถประจำทางปรับอากาศ ผมมักจะพบคนประเภทที่พอลงนั่งเก้าอี้ ก็เอื้อมมือปรับช่องหน้ากากช่องระบายลมเย็น ให้หันเข้าหาตัวเองทันที โดยไม่คำนึกถึงว่าช่องนั้นกำลังส่งความเย็นให้ใครอยู่ เรื่องนี้คุณอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ผมกลับเห็นว่า คนประเภทนี้ เป็นคนเห็นแก่ตัวมาก เพราะคนเห็นแก่ตัวมากๆมักจะไม่ลังเลที่จะทำสิ่งเล็กน้อยเช่นนี้  ในขณะที่คนเห็นแก่ตัวเล็กน้อย จะไม่กล้าทำ

เป็นความจริงที่เห็นแก่ตัว  เป็นสัญชาตญาณชั้นยอดแห่งการเอาตัวรอดของสัตว์โลกมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์  เมื่อสัตว์วิวัฒนาการขึ้นมาเป็นคนป่า  คนถ้ำ  และคนเมือง  สัญชาตญาณเห็นแกตัวก็ตามมาด้วย คนจึงทำทุกอย่างเพื่อตนเองก่อน แม้แต่การเอื้อเฟื้อต่อครอบครัวหรือพวกพ้อง ก็ต้องถือว่าเป็นความเห็นแก่ตัวเหมือนกัน  ต่อเมื่อคนมีจิตใจสูงขึ้นนั่นแหละ คนจึงเพิ่มความเอื้อเฟื้อต่อคนอื่นขึ้นมาบ้าง

น่าสลดใจที่คนสมันนี้  คนเห็นแก่ตัวมาก  มีจำนวนมหาศาลมากกว่าคนเห็นแก่ตัวน้อย คุณจะหาดูได้เสมอ  ที่แห่งใดที่มีการแจกของฟรีที่นั้นจะมีคนเห็นแกตัวไปแย่งชิงของอย่างเอาเป็นเอาตาย หรือที่ใดที่มีการเข้าคิว  ที่นั้นคุณจะเห็นคนบางคน  พยายามแก่งแย่งแซงคิวคนอื่น  อย่างไม่เกรงใจใคร คนเหล่านั้น  คือคนที่เห็นแกตัวจนเป็นนิสัย

ความเห็นแก่ตัว คือ คนที่เต็มไปด้วยความโลภ ความตระหนี่ใจแคบ  ใจดำ  อิจฉาริษยา  รักตัวเอง  และยึดมั่นถือมั่น  ซึ่งล้วนแต่เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ทั้งสิ้น ความเห็นแก้ตัวจะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย หากความเห็นแก่ตัวนั้นไม่เบียดเบียนคนอื่น แต่โดยทั่วไปแล้ว ความเห็นแก่ตัวจะเป็นศูนย์ความเลวร้ายอีกหลายอย่างที่งอกงามตามมาภายหลัง  เช่น  ความไร้ความเมตตา การทำผิดศีลทั้งห้า ไปจนถึงการโกงกินบ้านเมือง เป็นต้น

 

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านข้อมูลในเว็บบทสวดมนต์ของเรา และขอขอบคุณ Priyakorn ที่ช่วยทำให้บทความนี้เกิดขึ้นมาได้

a88ab361

การทำบุญให้ได้บุญอีกประการหนึ่ง คือ ต้องไม่ทำบาปไปพร้อมๆกันด้วย ไม่ใช่ทำบุญแบบล้างมือทีหนึ่ง แล้วหยิบโคลนทีหนึ่งสลับกันไปอย่างนี้ไม่ใช่การทำบุญอย่างแท้จริง เพราะทำด้วยใจไม่ผ่องใสเต็มร้อยยังมีร่องรอยความสกปรกขุ่นมัวปะปนอยู่ นั้นคือบทสวดมนต์ก่อนนอน

ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เช่น ขณะที่ใส่บาตราตอนเช้า แม้คุณจะเตรียมข้าวของมามากมายสำหรับพระหลายองค์ แต่ถ้าคุณชอบบ่นว่าคนใช้และลูกหลานที่มาร่วมตักบาตรอยู่ไม่ขาดปาก ด่าลูกคนโน้นว่าหยิบของชักช้าไม่ทันใจ ด่าลูกคนนี้ว่าอธิษฐานยาวเกินไป จนปล่อยให้พระยืนรอนาน ด่าหลานคนนั้นว่าตักข้าวหก แล้วหันมาด่าคนใช้ว่าไม่ถอดรองเท้า นั่นแปลว่าตลอดเวลาที่ทำบุญใส่บาตร ใจของคุณไม่มีความสงบเลยแม้แต่นาทีเดียว จะได้บทสวดมนต์ประจำวัน

ตัวอย่างใหญ่ๆ ก็มีให้เห็นอยู่เป็นประจำ อย่างเช่น บรรดาขบวนรถทัวร์ที่พากันไปทำบุญต่างจังหวัด แทบทุกกลุ่มชุมชนมักจะมีเหมือนๆกันคือ เหล่าสุภาพสตรีทั้งเด็กสาวเฒ่าแก่จะนั่งอยู่เต็มเก้าอี้ช่วงหน้ารถส่วนช่วงท้ายรถจะเต็มไปด้วยกลุ่มผู้ชายที่ดื่มเหล้ากันตั้งแต่รถยังไม่ออกและเมากันไปตลอดทาง ฝ่ายผู้หญิงก็นั่งหน้าเชิดคอแข็ง มองไปข้างหน้าแต่หูนั้นเงี่ยฟังแต่เรื่องลามกสัปดนจากกลุ่มคนหลังรถ แล้วอมยิ้มไปตามๆกัน นี่คือการทำบุญผสมบาปที่คนทำบุญยังไม่วายบรรทุกบาปไปด้วยตามธรรมเนียม คือบทสวดมนต์

ถ้าทำบุญแล้วไม่ได้บุญ แทนที่ใจจะเป็นสุข ก็ยังคงเป็นทุกข์ยังคงหนีนรกไม่พ้นอยู่นั่นเอง ฉะนั้น เราต้องทำบุญให้ได้บุญ คือทำด้วยใจที่เป็นบุญ ไม่มัวขุ่นด้วยความโลภ ความโกรธและความหลง ทำเพื่อละกิเลส ละความเห็นแก่ตัว ทำแล้วต้องสบายใจคิดถึงเมื่อไหร่ก็สบายใจเมื่อนั้น นั่นแหละคือการทำบุญที่แท้จริง ของบทสวดมนต์ก่อนนอน

เมื่อบริจาคทานแล้ว ก็เท่ากับได้ทำความดี มีแต่อิ่มอกอิ่มใจเมื่อรักษาศีล คือไม่เบียดเบียนใคร ก็เท่ากับละความชั่ว ความเดือดเนื้อร้อนใจก็หมดไป มีแต่ใจที่เบา โล่ง ปลอดโปร่งสบาย และเมื่อเจริญภาวนาได้อีก ก็เท่ากับล้างใจให้บริสุทธิ์ เกิดปัญญามองเห็นความเป็นจริง ขจัดกิเลสตัณหาให้ลดน้อยลง บทสวดมนต์

คุณก็จะได้เชื่อว่า ถึงแล้วซึ่งหนทางอันทอดไปสู่จุดหมายปลายทาง คือนิพพาน อันเป็นการดับทุกข์ทั้งมวลได้ในที่สุด ในบทสวดมนต์ประจำวัน

ทำบุญ

พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่กล่าวถึงการทำบุญ และกำหนดการวิธีการทำบุญมากกว่าศาสนาอื่นใด ทั้งนี้เพราะหัวใจของพระพุทธศาสนา อยู่ที่การปฏิบัติตนเอง ในขณะที่หัวใจของศาสนาอื่นอยู่ที่ความเชื่อ หรือความศรัทธาแบบเทวนิยม ซึ่งเป็นกุศลคนละแนวกันซึ่งในบทสวดมนต์ประจำวัน

การทำบุญในศาสนาพุทธไม่ได้มีแค่การให้ทานแก่พระสงฆ์หรือผู้ยากไร้ เพื่อชำระกิเลสและความเห็นแก่ตัวเท่านั้น ยังมีการทำบุญด้วยวิธีอื่นๆ อีกหลายวิธีที่ทำแล้ว “ได้บุญ” เช่นกัน ขอให้คุณที่อยากทำบุญ คืออยากสบายใจ อยากทุกข์ให้น้อยลง ลองพิจารณาการทำบุญด้วยวิธีดังต่อไปนี้ เช่นบทสวดมนต์

รักษาศีล เพียงสำรวมกาย วาจา มีเจตนาจะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ขโมยไม่ล่วงละเมิดในของรักของผู้อื่น ไม่โกหก และไม่เสพของเมา คุณก็ไม่ตกนรกแล้ว คนที่มีชีวิตอยู่โดยไม่ทำผิดศีลคือ ไม่เบียดเบียนใคร ย่อมสบายใจ มีกุศลสะสมไว้เอง เหมือนมีเงินฝากไว้ในธนาคาร สามารถนำไปใช้จ่ายได้ในภายภาคหน้า

เจริญภาวนา ฝึกอบรมจิตใจให้สงบผ่องใส เพิ่มสติและสมาธิให้เข้มแข็งมั่นคง ไม่มีความคิดฟุ้งซ่านมารบกวนใจ มีเวลาคิดพิจารณาจนเกิดปัญญา และเมื่อมีปัญญารู้เท่าทันความจริงทั้งหลาย จิตใจก็จะไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลสอีก ทุกข์ก็จะน้อยลง ใจก็สบายมากขึ้น ดังนั้นควรจะใช้บทสวดมนต์ก่อนนอน

อ่อนน้อมต่อผู้อื่น เป็นการลดกิเลส ลดความเห่อเหิมในตัวเองให้น้อยลง ทำให้ผู้อื่นอยากเป็นมิตร ไม่มีศัตรู ไม่มีเรื่องเดือดร้อน จะอยู่ที่ไหน จะไปที่ไหนก็สบายใจ ดังเช่น บทสวดมนต์ประจำวัน

ช่วยเหลือผู้อื่น ยังประโยชน์และความสุขให้เกิดแก้ผู้อื่น ด้วยการเสียสละ แรงกาย ความรู้ความสามารถของเราด้วยความเต็มใจย่อมทำให้ผู้อื่นระลึกในบุญคุณ มีความรู้สึกที่ดี และพร้อมที่จะช่วยเหลือเราในภายหน้า ของบทสวดมนต์

แบ่งความดีให้ผู้อื่น เลิกเอาดีเข้าตัวคนเดียว แล้วเปลี่ยนเป็นเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ บอกบุญ ให้คนอื่นได้ช่วยทำบุญ ให้ผู้อื่นได้ร่วมรับความดีรับคำยกย่องด้วย อันเป็นผลให้คนอื่นได้สุขใจ เห็นคุณค่าของความดี และมุ่งทำความดีต่อไป ที่บอกว่าบทสวดมนต์ก่อนนอน

อนุโมทนาในความดีของผู้อื่น ผู้ที่ยินดีในความดีของผู้อื่น ย่อมไม่มีความริษยาเหลืออยู่ในใจ ใจจึงสบาย ไม่ถูกไฟริษยาเผาจนร้อนรุ่มบ่อยๆครั้ง

ฟังธรรม ถ้าได้ฟังธรรมที่ดีที่ถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนาแท้ๆ จะช่วยให้รู้ความจริงของสรรพสิ่งในโลกได้ ทั้งการฟังยังช่วยให้ใจสงบ เพราะใจจับอยู่ที่คำสอน คิดตามเหตุตามผล ฟังแล้วสบายใจไม่เคลิบเคลิ้มเหมือนฟังการละเล่นซึ่งนำไปสู่ความหลง ของบทสวดมนต์

สอนธรรมให้ผู้อื่น เมื่อรู้ธรรมเข้าใจธรรมแล้ว การบอกเล่าสิ่งที่รู้สิ่งที่เข้าใจนั้นแก่ผู้อื่นถือเป็นการให้ทานที่สูงกว่าทานทั้งปวงเพราะเท่ากับให้ชีวิตใหม่ ทำให้ผู้อื่นได้เป็นคนดี มีทุกข์ก็คลายทุกข์ ไม่หลงผิดคิดชั่ว นั่งสวดบทสวดมนต์

ปรับปรุงความเห็นให้ถูกต้อง ถ้ายังเห็นก็เห็นใหม่เสียให้ตรง เช่นเห็นจริงว่า ทุกอย่างมันไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นอนัตตา เห็นว่าความดีเป็นบุญ ความชั่วเป็นบาป เห็นกฎแห่งกรรม ไม่หลงผิดคิดเป็นอย่างอื่น จนเสียเวลาในชีวิตไปเปล่าๆ  เนื่องด้วยบทสวดมนต์ประจำวัน      

เหล่านี้ล้วนเป็นวิธีการทำบุญ หรือเป็นวิธีการทำใจให้สบายไม่เร่าร้อนขุ่นมัว ลดความยึดถือมั่นในตัวตนลงไปได้มาก ผลของการทำบุญด้วยประการต่างๆเหล่านี้ จะปรากฏแก่ผู้ทำทันทีที่ทำ คือเกิดความสบายใจอันยาวนาน และอยู่ในสังคมด้วยความสงบสุขมากยิ่งขึ้น ของบทสวดมนต์ก่อนนอน

ยิ่งกว่านั้น มีบางท่านกล่าวว่า ผู้ที่มีบุญกุศลสะสมไว้มากๆ จะมีพลังจิตคิดสิ่งใดๆ ได้สมปรารถนา เช่นเมื่อเจ็บป่วย ก็คิดให้ตนเองหายป่วยได้สมปรารถนา หรือจะเดินทางไปไหนก็คิดให้สะดวกปลอดภัยได้ดังใจ เพราะพลังบุญที่ตนมีในตนเองบันดาลได้ สมคำดังโบราณว่า “บุญรักษา” นั่นเอง

         ทำบุญ

          ทำบุญคือ การทำอะไรก็ตามที่ผู้ทำ ทำแล้วสบายใจ และไม่ว่าจะนึกถึงการกระทำนั้นเมื่อไหร่ ก็จะสบายใจทุกครั้ง นอกจากการให้ทานแล้ว ยังมีการรักษาศีลและการเจริญภาวนาอีกที่ทางพระพุทธศาสนาถือว่า หากทำแล้วจะเป็นบุญอย่างยิ่ง ของบทสวดมนต์ก่อนนอน

หลักคำสอนในพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงอานิสงส์ของการบริจาคทานอย่างละเอียดว่า ผู้ที่ทำทานด้วยสิ่งใด ย่อมจะได้รับผลบุญอันเนื่องสิ่งนั่นในชาติต่อๆ ไป ซึ่งคุณจะหาอ่านได้จากหนังสือธรรมมะกว่าครึ่งหนึ่งในท้องตลาดในขณะนี้ ฉะนั้น เราจึงไม่ขอกล่าวซ้ำ แต่จะกล่าวเน้นเฉพาะการทำบุญในด้าน “ผู้ให้” มากกว่าในด้านผู้รับ และเน้น “เจตนา” ของการทำมากกว่าสิ่งที่ทำบทสวดมนต์ประจำวัน 

ขอย้ำอีกครั้งว่า การทำทานจะเป็นบุญกุศลแก่ผู้ทำอย่างแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อผู้ทำต้องไม่หวังผลตอบแทนแก่ตนจากการทำทานนั้นไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้าชาติไหนก็ตาม เพราะถ้าคุณทำทานไปด้วยความคาดหวังดังกล่าว ใจของคุณก็ยังคงเต็มไปด้วยความอยาก ความปรารถนา ตัณหาและกิเลส คุณยังคงเป็นได้แค่นักลงทุนเพื่อหวังผลกำไรเท่านั้น ไม่ได้ให้ทานด้วยความเสียสละ ไม่ได้ละความยึดติดในทรัพย์สมบัติตน ไม่ได้ละความเห็นแก่ตัวอย่างแท้จริงในบทสวดมนต์

ตั้งใจไว้แต่บัดนี้เลยว่า ต่อไปนี้คุณจะทำบุญเพื่อชำระกิเลสและขัดเกลาความเห็นแก่ตัวออกจากใจเท่านั้น คุณจะทำบุญเพื่อสละออกซึ่งความโลภ เพื่อเผื่อแผ่ ไม่หวงไว้ ไม่ยึดเอาไว้ มิใช่ทำเพื่อหวังคำสรรเสริญหรือหวังสวรรค์วิมานเป็นการแลกเปลี่ยน และอีกประการหนึ่ง การทำบุญให้ได้บุญนั้น ต้องทำด้วยปัญญา คือต้องพิจารณาก่อนว่า เมื่อทำแล้ว คุณเองต้องไม่เป็นทุกข์ เช่น ทำแล้วต้องไม่เจ็บใจที่ถูกหลอก ถูกบังคับ ถูกท้า หรือทำแล้วเสียดายของ เสียดายทรัพย์หรือทำแล้วยังกลับมาคิดว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม หรือทำแล้วต้องผิดหวังเพราะทานนั้นไม่เหมาะแก่ผู้รับ เป็นต้น เช่นบทสวดมนต์ก่อนนอน

การทำทานนั้น ไม่ได้มีแค่สังฆทานอย่างเดียว คุณยังทำทานแก่สัตว์ผู้ยากหรือคนผู้ลำบากได้อีก นอกจากไปทำบุญทำทานที่วัดแล้วไม่ว่าจะไปที่ไหนๆ คุณก็ทำบุญทำทานแก่ผู้ลำบากยากไร้ได้ ถ้าคุณมีความตั้งใจจริงและเต็มใจให้ผู้รับจริงๆ ดังเช่นบทสวดมนต์

เพราะการให้ทานจะได้บุญเป็นปริมาณแค่ไหน ไม่เพียงขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้รับ แต่ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ให้ด้วย ถ้าผู้ให้ให้ด้วยความเต็มใจ ให้ด้วยความพร้อมที่จะเสียสละ พร้อมที่จะละความตระหนี่ละความห่วงหวงและละความเห็นแก่ตัวแล้ว ใจที่ให้นั้นย่อมเป็นบุญเป็นความสุขใจตั้งแต่เริ่มคิดจะให้ด้วยซ้ำ ด้วยบทสวดมนต์ประจำวัน

meditation-and-brain2

ปัจจุบันนี้ การทำบุญของคนส่วนใหญ่ มักเน้นไปที่การสร้างถาวรวัตถุที่ใหญ่โต ด้วยความเชื่อที่ว่าใครบริจาคทรัพย์มากก็จะได้บุญมาก ใครเป็นเจ้าภาพสร้างโบสถ์วิหาร ก็เท่ากับได้สร้างวิมานรอไว้บนสวรรค์ จนทำให้ผู้ปรารถนาบุญพากันลงทุนเงินแสนเงินล้านเป็นการใหญ่เพื่อ “ซื้อบุญ” ซื้อวิมานสวรรค์ จนสิ่งก่อสร้างในวัดเหล่านั้นงดงาม ตระการตายิ่งกว่าสวรรค์ไปเลยก็มีถ้าคุณนิยมทำบุญแบบลงทุนด้วยการอธิษฐานว่า เงินหนึ่งหมื่นที่ทำบุญสร้างวิหาร ขอจงเป็นวิมานในสวรรค์ ให้คุณได้อยู่เมื่อตายไปแล้วบางทีคุณอาจจะเชื่อไปเลยก็ได้ว่า คุณมีวิมานอยู่บนสวรรค์หลังจากตายแล้วจริงๆ จึงสบายใจ ชะล่าใจ แล้วกลับมาตั้งวงกินเหล้า เบียดเบียนผู้อื่น ใช้ชีวิตอย่างทุจริตผิดศีล พอใจกับการยิงนก ตกปลาต่อไปตามปกติโดยบทสวดมนต์

การทำบุญด้วยการบริจาค ไม่ว่าจะเป็นสังฆทาน สร้างโบสถ์ วิหาร หรือให้ทานแก่คนยากไร้ก็ตาม เราถือกันว่า จะเป็นบุญอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อ เป็นการให้โดยไม่หวังสิ่งแลกเปลี่ยน หรือไม่หวังผลกำไรเพราะการบริจาคทานไม่ใช่การลงทุนทางการค้า จึงไม่ควรหวังผลอย่างเดียวกัน การให้คือทานที่แท้จริง ผู้ให้ต้องไม่หวังผลตอบแทนจากสิ่งที่ให้ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์วิมานในชาติหน้า คำสรรเสริญ โชคลาภ ความสำเร็จ ในชาตินี้ หรือผลประโยชน์ใดๆก็ตามที่ใช้บทสวดมนต์ก่อนนอน

การอธิษฐานก่อนให้ทานทุกครั้ง ควรกล่าวอุทิศส่วนกุศลให้คนอื่นที่ไม่ใช่ตนเอง เพราะถ้ากล่าวให้แต่ตัวเอง จะเป็นการขอเป็นการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่การให้ และไม่ใช่การทำบุญ หรือบทสวดมนต์ประจำวัน